ต้อหิน (Glaucoma)





ต้อหิน คือ ภาวะที่ขั้วประสาทตา (optic disc) ถูกทำลาย มีผลให้ลานสายตา(visual field)
เสีย และแคบลงเรื่อยๆจนถึงกับมืดไปทั้งหมด หรือตาบอดได้โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีการสูญเสียบริเวณ
ขอบข้างของลานสายตาก่อน ซึ่งทำให้สังเกตถึงความผิดปรกติได้ยาก ถ้าไม่ได้รับการตรวจรักษา
โรคจะลุกลามทำลายลานสายตามากขึ้น ทำให้ลานสายตาแคบลงเข้าสู่จุดศูนย์กลางการมองเห็น
จนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปรกติ ซึ่งมักจะเป็นระยะท้ายๆของโรคแล้ว โรคต้อหิน
ส่วนใหญ่จะมีความดันลูกตา (intraocular pressure) ที่สูงผิดปกติร่วมด้วย ทำให้เวลาคลำลูกตา
จะรู้สึกว่าลูกตามีความแข็งเหมือนหิน ในสมัยก่อนจึงเรียกโรคนี้ว่า “ต้อหิน



ความดันตาเฉลี่ยของคนปกติ จะอยู่ระหว่าง 10-20 มม.ปรอท ดังนั้นหากพบผู้ใดมีความดันตา
สูงกว่า 20 มม.ปรอท โดยที่ยังมี ขั้วประสาทตาและลานสายตาปกติ เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผู้เฝ้าระวัง
ต้อหิน (Glaucoma suspect) และคนกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจต้อหินอย่างละเอียดและติดตาม การ
เปลี่ยนแปลงของตาอย่างใกล้ชิดโดยจักษุแพทย์ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น จะมีความเสี่ยง ต่อการ
เป็นต้อหินมากกว่าคนที่มีความดันตาปกติคนที่เป็นต้อหินมักมีความดันตามากกว่า 30 มม.ปรอท
โรคนี้เมื่อเป็นแล้วประสาทตาจะไม่กลับคืนมาเป็นปกติ แม้ว่าความดันตาจะลดลงในภายหลัง อย่างไร
ก็ตาม ต้อหินบางชนิดสามารถป้องกันได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที


ความดันตาสูงขึ้นได้อย่างไร

ภายในลูกตาของเรา จะมีน้ำ aqueous humor (ผลิตโดยciliary process)ซึ่งเป็นแหล่ง
อาหารมาหล่อเลี้ยงอวัยวะภายในตา การไหลเวียนของสารน้ำนี้มีทิศทางการไหลจากช่องหลังลูกตา
(posterior chamber) ผ่านรูม่านตา( pupil) ไปสู่ช่องหน้าลูกตา (anterior chamber ) แล้วจะ
ระบายออกจากตาโดยผ่านมุมม่านตา (Iridocorneal angle) ดูรูปประกอบตามลูกศรสีส้ม






ดังนั้น หากมุมม่านตาแคบหรือมีปัจจัยใดที่ ทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก ย่อมส่งผลต่อ
ความดันตาที่สูงขึ้น นอกจากนี้หากมีการผลิต aqueous humor มากเกินไป แต่มุมม่านตากว้าง
ปกติก็ย่อมทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้เช่นกัน



อาการของต้อหิน

เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินอย่างช้าๆ ความดันในตาค่อยๆเพิ่มดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่
จึงไม่่ค่อยมีอาการ นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการเห็นไม่ชัด เมื่อมองแสงไฟ
จะเห็นรุ้งกินน้ำเป็นวงๆ ปวดตา ปวดศีรษะ โรคต้อหินเป็นได้ทุกอายุ คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้แก่
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

ดังนั้นแพทย์แนะนำให้มีการตรวจตาเป็นประจำ แนะนำว่าผู้ที่อายุ 40 ปีควรได้รับการตรวจ
คัดกรองโรคต้อหิน หากปกติก็ให้ตรวจทุก 2-4 ปี สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีควรได้รับการตรวจ
คัดกรองทุก 2 ปี สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี



ผู้ที่มีความเสี่ยง

1.ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

2.ผู้ที่มีประวัติของคนในๆครอบครัวเป็นต้อหิน

3.ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

4.ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก

4.ผู้ป่วยโรคต่อมธัยรอยด์

5.ผู้ที่ใช้ยา steroid เป็นเวลานาน

เราจะแบ่งต้อหิน(primary glaucoma) ออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะมุม Iridocorneal angle
(มุมที่เป็นทางระบายน้ำ aqueous humor ออกจากตา) ดังนี้

1. ต้อหินมุมเปิด คนไข้จะไม่มีอาการปวดตาในระยะแรก การดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป
แต่จะมีความดันตาสูงโดยตลอด และมักเป็นทั้ง 2 ตา เมื่อตรวจตาภายหลัง จะพบว่าขั้วประสาทตา
ถูกทำลาย (C/D ratio > 0.5) หรือ ต่างกันมากกว่า 0.2 ในตาทั้ง 2 ข้าง


ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้

-พันธุกรรม ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด บิดา มารดา เป็นต้อหินชนิดนี้

- คนที่มีความดันตาสูงกว่า 20 มม.ปรอท

- คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด

- เบาหวาน

- สายตาสั้น



2.ต้อหินมุมปิด แบ่งเป็นชนิดเฉียบพลัน และ ชนิดเรื้อรัง
ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ต้อหินชนิดนี้ เป็นภาวะรีบด่วนทางตา หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่
ถูกต้องและทันเวลา ตาอาจบอดได้ คนไข้จะมีอาการปวดตา หรือ ปวดศรีษะข้างนั้นมาก ร่วมกับมี
อาการคลื่นไส้ อาเจียน ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ ตรวจพบตาแดง (ciliary injection) รูม่านตา
ขยาย (pupil fixed semidilate)พบมุมม่านตาแคบ คลำตาบริเวณเปลือกตาบนจะแข็งและตึงมาก
( ความดันตาสูงมากกว่า30 มม.ปรอท) แต่ขั้วประสาทตายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงต้อหินมุมปิด เรื้อรัง
คนไข้มักไม่มีอาการ มุมม่านตาปิดเป็นหย่อมๆ ความดันตาค่อยๆสูงขึ้น ขั้วประสาทตามีรอยบุ๋ม
ลานสายตาแคบลง มุมม่านตาแคบ

อย่างไรก็ตาม ต้อหินยังพบได้ในคนที่ใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่ชอบซื้อยาหยอดตามา
ใช้เอง คนไข้ที่ใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของคอร์ติโคสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน อาจทำให้ความ
ดันตาสูงขึ้นได้ มีโอกาสเป็นต้อหินได้มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นจึงควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และ
ใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และที่สำคัญก่อนใช้ยาหยอดตาควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะทางก่อนนะคะ

ที่มา Siamhealth.net
CONTACT
   
สถาบันดูแลสายตาดิ ออฟโต
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
เลขที่ 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
   
TEL : 0 2512 0453-4
FAX : 0 2512 0304 ต่อ 17
Fb : www.facebook.com/theopto
Line ID : @theopto
เดินทางสะดวกด้วย
รถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
 

สมาชิกสมาคมส่งเสริมวิชาการแว่นตาแห่งประเทศไทย
สมาชิกสมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์ไทย