ต้อกระจก (Cataract)



ปัญหาสายตาและโรคตาที่มักเกิดขึ้นได้ในผู้สูงอายุ คือโรคต้อกระจก (Cataract) ซึ่งเป็นที่
น่าตกใจมากเพราะเราพบว่า ต้อกระจก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตา และภาวะ
ตาบอดของประชากรทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย จากการสำรวจสภาวะตาบอด สายตาเลือนราง
และโรคตาที่เป็นปัญหาสาธารณสุข ในปี 2537 พบว่าต้อกระจกเป็นสาเหตุสำคัญ ของการสูญเสีย
สายตามากเป็นอันดับ 1 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 จากโรคตาทั้งหมด ดังนั้นการที่มีความรู้ ความเข้าใจ
เกี่ยวกับโรคต้อกระจกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะสามารถช่วยป้องกันและลดโอกาส การสูญเสีย
สายตาอย่างถาวรได้ ก่อนอื่นเราลองมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ต้อกระจก คืออะไร ?





ภาพแสดงการเปรียบเทียบระหว่างภาพที่คนตาปกติมอง กับภาพที่คนเป็นต้อกระจกมองเห็น



ต้อกระจก ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ และไม่ได้เกิดที่กระจกตา
แต่เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ซึ่งโดยปกติเลนส์
แก้วตาจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี ดังนั้นเมื่อเกิดต้อกระจกจอ
ประสาทตาก็จะรับแสงได้ไม่เต็มที่ เป็นเหตุทำให้สายตาพร่ามัวเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า จึงเป็นที่มา
ของคำว่า “ต้อกระจก” โดยทั่วไปแล้วมักจะพบได้ในผู้สูงอายุทุกคน ปกติมักเริ่มพบที่อายุประมาณ
50 ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ มนุษย์ทุกคนที่อายุยืนยาวพอ จะต้องเป็นต้อกระจกกันทุกคน
อันเนื่องมาจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ แต่ใครจะเป็นเร็วเป็นช้าก็มักขึ้นอยู่กับสาเหตุ
อื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น

- มีโรคเบาหวาน
- ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน
- ได้รับอุบัติเหตุมีการกระแทกตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมทะลุเข้าตา
- ได้รับรังสียูวีจากแสงแดด หรือรังสีเอ็กซ์เรย์
- สารเคมีจำพวกด่างเข้าตา
- การสูบบุหรี่
- มีการอักเสบเกิดขึ้นในลูกตา
- กรรมพันธุ์ หรือความผิดปกติแต่กำเนิด ซึ่งในกรณีที่พบต้อกระจกในผู้ป่วยที่ยังเยาว์วัย อาจเกิด
ขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ หรือจากการติดเชื้อ และการอักเสบตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมัน
ขณะตั้งครรภ์ แต่ในหลายรายก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด


ลักษณะอาการของคนที่เป็นต้อกระจก

- ตามัวลงอย่างช้า ๆ ลักษณะการมัวเหมือนเมื่อมองผ่านหมอก หรือกระจกฝ้า แต่ไม่มีอาการ
ปวดตา

- สายตาอาจสั้นมากขึ้น ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยแม้อายุจะมากขึ้น

- สายตาอาจกลับ หรือเห็นภาพในระยะใกล้ได้ด้วยตาเปล่าชัดเจนกว่าแว่นดูใกล้อันเดิมที่เคย
ใช้มาก่อนหน้านี้

- มองเห็นสีเพี้ยน หรือจางลง

- มองเห็นดีเมื่ออยู่ในที่ร่ม แต่กลับมัวเมื่ออยู่กลางแจ้ง

- กลางคืนขับรถลำบากมาก มองเห็นแสงสะท้อนกระจัดกระจายเป็นแฉก ๆ

- รูม่านตามีสีเปลี่ยนไป



ภาพต้อกระจกในลักษณะต่างๆ



อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างอาการคร่าว ๆ ของต้อกระจก หากพบว่าท่านมีอาการ
เหล่านี้แล้วก็ควรมาเข้ารับการตรวจสุขภาพตา เพื่อยืนยันผลดูว่าท่านเป็นต้อกระจกหรือไม่


การป้องกันหรือชะลอการเกิดต้อกระจก


- หลีกเลี่ยงการซื้อยามาหยอดตาเอง โดยเฉพาะยาที่มีสารสเตียรอยด์ ควรใช้ภายใต้
การดูแลของแพทย์

- หลีกเลี่ยงและระมัดระวังอุบัติเหตุที่มีต่อดวงตา

- หลีกเลี่ยงแสงยูวีจากแสงแดด โดยการสวมแว่นหรือใช้ร่มที่สามารถกรองรังสียูวี
ได้ขณะอยู่กลางแจ้ง

- ควบคุมโรคประจำตัว

- ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ

- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้แก่ก่อนวัย

- ทานอาหารให้ครบหมู่ ผัก ผลไม้ แร่ธาตุ ที่มีประโยชน์


การรักษาต้อกระจก


- ต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนกว่าสายตาของคนไข้จะขุ่นมัวจนมองเห็นไม่ชัดอาจใช้
เวลานานหลายเดือน หรือหลายปี โดยทั่วไปต้อกระจกถือว่าเป็นโรคที่รักษาด้วยการผ่าตัดแล้วโอกาส
ที่จะกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงกับปกติมีสูงมากทีเดียว

- ในช่วงแรกการให้แว่นยังสามารถช่วยให้การมองเห็นยังดีอยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไข รักษา
ที่ต้นตอของโรค คนไข้จึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยเป็นประจำทุกปี

- ในบางกรณีจักษุแพทย์อาจให้ยาหยอดตา เพื่อชะลอความรุนแรงของต้อกระจก
แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถลดหรือหยุดต้อกระจกได้

- เมื่อสายตาขุ่นมัวจนไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือต้อกระจกขุ่นมากจนบดบังการ
ตรวจ จอประสาทตาของคนไข้ในรายที่มีความจำเป็นต้องตรวจ จอประสาทตาเป็นประจำหรือต้อกระจก
สุกมาก จนอาจมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน ต้อหินหรือมีการอักเสบของลูกตาตามมา
จักษุแพทย์ จะแนะนำให้คนไข้ควรได้รับการผ่าตัด หรือสลาย ต้อกระจกและใส่เลนส์สังเคราะห์หรือ
เลนส์แก้วตาเทียม ให้แก่ผู้ป่วยเพื่อให้การมองเห็นกลับมา ใกล้เคียงปกติมากที่สุดซึ่งถือว่าวิธีนี้เป็น
การรักษาถึงต้นตอของ โรคโดยตรง

ปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เพียงหยอดยาชา หรืออาจฉีดยาชาร่วมด้วย
ซึ่งคนไข้จะมีความรู้สึกเจ็บน้อยมาก โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลผ่าตัดเสร็จแล้วสามารถ
กลับบ้านได้เลย วันรุ่งขึ้นจึงสามารถเปิดตาได้ ซึ่ง วิธีการผ่าตัดนั้นมีหลายวิธี แต่การเลือกใช้ จะขึ้นอย
ู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดในเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ปัจจุบันวิธีการผ่าตัด ที่นิยมใช้
โดย ทั่วไปมักจะมีอยู่ 2 วิธี คือ

1. การผ่าตัดแบบใช้เครื่องสลายต้อกระจก โดยจักษุแพทย์จะเปิดช่องเล็กๆที่ผนังตาขาว
ประมาณ 3 มม. เพื่อสอดเครื่องมือสลายต้อเข้าไปยังต้อกระจกที่สุกอยู่ แล้วจึงปล่อยคลื่น อุลตร้าซาวด์
ความถี่สูงเข้าไปสลายต้อ และดูดออกมาในขณะเดียวกันจนหมด เหลือไว้แต่เปลือกหลัง ของเลนส์แก้ว
ตาเพื่อเป็นถุง แล้วจึงฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าแทนที่ในถุงนี้ เนื่องจากแผล ที่เกิดจากการรักษาด้วยวิธี
นี้มีขนาดเล็กมาก จึงสมานตัวเองได้เป็นปกติอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้อง เย็บแผล คนไข้จะฟื้นตัวได้เร็ว

2. การผ่าตัดต้อกระจกแบบเปิดแผลกว้าง เป็นวิธีผ่าตัดดั้งเดิมที่ใช้ในกรณีที่ต้อกระจกสุก และ
แข็งตัวมากจนไม่เหมาะกับการสลายด้วยคลื่นอุลตร้าซาวด์ โดยจักษุแพทย์จะเปิดแผลตาม แนวรอยต่อ
ระหว่างกระจกตาดำ และผนังตาขาวตรงบริเวณครึ่งบนของลูกตายาวประมาณ 10 มม. เพื่อเอาตัวเลนส์
แก้วตาที่เป็นต้อกระจกออก เหลือแต่เปลือกหุ้มเลนส์ด้านหลังไว้เป็นถุง แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป
แทนที่ถุงนี้ หลังจากนั้นจึงเย็บปิดแผล ซึ่งวิธีนี้การฟื้นตัวของตา คนไข้จะนานกว่าแต่ผลการผ่าตัดนั้นไม่
ต่างกับวิธีใช้เครื่องสลายต้อกระจก




ภาพวิวัฒนาการของการผ่าตัดรักษาต้อกระจก



โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดต้อกระจกแล้ว คนไข้ยังคงต้องมาเข้ารับการตรวจระดับสายตาอีก ซึ่ง
จะต้องรอให้สายตาเริ่มเข้าที่ก่อนส่วนใหญ่ก็อย่างน้อย 1 1-2 เดือน หลังจากผ่าตัดต้อกระจก เพื่อดูว่า
คนไข้ยังจำเป็นต้องใช้แว่นเพื่อช่วยในการมองเห็นอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สายตาในระยะ
มองใกล้เพราะเลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่เข้าไปส่วนใหญ่จะเป็นเลนส์ชนิดที่ โฟกัสภาพได้ในระยะเดียว จึง
ไม่สามารถที่จะปรับกำลังสายตาเพื่อมองเห็นชัดในระยะใกล้ได้ คล้ายกับอาการของสายตาผู้สูงอายุ
(ปัจจุบันมีเลนส์แก้วตาเทียมที่ี่สามารถปรับกำลังตาเพื่อมอง ในระยะใกล้ได้ แต่การใส่เลนส์ชนิดนี้
ยังมีข้อจำกัดในการเลือกคนไข้ที่เหมาะสมกับเลนส์ จึงยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร)




ภาพเลนส์แก้วตาเทียมสามารถใช้ได้ตลอดอายุของผู้ป่วย


นอกจากนั้นตาข้างที่ทำการผ่าตัดรักษาต้อกระจกแล้ว จะไม่มีการเป็นต้อกระจกซ้ำอีก แต่ถ้า
หลังการผ่าตัดถ้าตาข้างนั้นกลับมามีอาการตามัวอีก อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เปลือกหุ้มเลนส์ด้าน
หลังขุ่น หรือโรคจอประสาทตาเสื่อม หรือโรคต้อหิน เป็นต้นซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยหาสาเหตุ
เพื่อทำการรักษาในลำดับต่อไป




CONTACT
   
สถาบันดูแลสายตาดิ ออฟโต
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
เลขที่ 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
   
TEL : 0 2512 0453-4
FAX : 0 2512 0304 ต่อ 17
Fb : www.facebook.com/theopto
Line ID : @theopto
เดินทางสะดวกด้วย
รถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
 

สมาชิกสมาคมส่งเสริมวิชาการแว่นตาแห่งประเทศไทย
สมาชิกสมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์ไทย