โรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma)



โรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) พบได้ในวัยเด็กมากที่สุด ประมาณ 1 ราย ต่อเด็ก
เกิดใหม่ 15,000-20,000 ราย และเด็กที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นมะเร็งทั้งสองตาได้ประมาณ ร้อยละ
15-25 โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิด มักพบในเด็กอายุระหว่าง 2-5 ปี และจะพบได้
น้อยมากที่เริ่มเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาหลังอายุ 7 ปีไปแล้ว โรคมะเร็งจอประสาทตา เป็นสาเหตุที่ทำ
ให้เด็กตาบอดมากถึงร้อยละ 5 ของทั้งหมด แต่ผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา ถ้าได้รับ รักษาที่ถูกต้อง
เหมาะสม ตาจะไม่บอดมากถึงร้อยละ 85



ปัจจัยทางพันธุกรรม



ร้อยละ 40 ของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม โรคมะเร็งจอประสาท
ตามักเป็นกับเด็กเล็ก อายุน้อยละ 2 ปี อาจเป็นข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ กรณีที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาท
ตาข้างเดียวมักไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม และเป็นกับเด็กโต ส่วนกรณีที่เป็นทั้งสองข้าง ทั้งหมดเกิดจาก
พันธุกรรมเด็กที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาทตา มักจะเกิดโรคมะเร็งชนิดที่สองเกิดขึ้นในภายหลังความเสี่ยง
สูงขึ้นในกรณีโรคมะเร็งจอประสาทตา เกิดจากพันธุกรรม และเด็กที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายแสง หรือ
ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ดังนั้นจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คตลอดชีวิต สำหรับโรคมะเร็ง
จอประสาทตาที่เป็นโรคข้างเดียว ต่อมาอาจเกิดขึ้นใหม่อีกข้างหนึ่งได้ จำเป็นต้องติดตามอาการอยู่เป็น
ระยะๆ ภายหลังการรักษา


โรคมะเร็งจอประสาทตาเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ถ้ามีลูกคนแรกเป็นและมีประวัติเป็นมะเร็งชนิดนี้
ในครอบครัว ลูกคนต่อไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งจอประสาทตาได้ประมาณร้อยละ 45 แต่ถ้า ไม่มีประวัติ
มะเร็งชนิดนี้ในครอบครัวหรือไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่มีลูกคนแรกเป็นโรคนี้ ลูกคนถัดไป
จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาได้ร้อยละ 4




อาการและสิ่งตรวจพบ



อาการที่สำคัญและพบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยโรคมะเร็งจอประสาทตา คือ มองเห็นจุดขาวในตาดำ
หรือมองเห็นตาวาวๆ ในตอนหัวค่ำ หรืออาจสังเกตเห็นได้จากจากภาพถ่าย หากผู้ปกครองสังเกตเห็นลูก
มีตาสีออกวาวๆ คล้ายตาแมว ควรรีบพาไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อทำการตรวจให้ละเอียดต่อไป


อาการอื่นๆ ชองโรคมะเร็งจอประสาทตาที่อาจพบ ได้แก่



1. ตาเหล่

2. ตาอักเสบ

3. ต้อหิน

4. มีเลือดออกในช่องหน้าลูกตา

5. กระบอกตาอักเสบ 6. ลูกตาสั่น


การวินิจฉัยโรค


ทารกแรกเกิดที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตา ควรได้รับการตรวจตาอย่าง
ละเอียดโดยจักษุแพทย์ทุกราย ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะสังเกตเห็น ความผิดปกติที่รูม่านตา และพาลูก
มารับการตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล ซึ่งจักษุแพทย์จะทำการ ตรวจอย่างละเอียด หลังจากขยาย
รูม่านตาแล้ว การตรวจจอประสาทตาด้วยการส่องกล้อง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว เรียกว่า indirect
ophthalmoscope จะสามารถเห็นก้อนเนื้องอกได้ อย่างชัดเจน ซึ่งการใช้indirect ophthalmoscope
จะสามารถตรวจได้ละเอียดและชัดเจน กว่ากล้องชนิดธรรมดา hand-held direct ophthalmoscope
เนื่องจากกำลังขยายมากกว่า มองเห็นภาพของ จอประสาทตาได้ชัดเจนกว่า จากนั้นแพทย์จะทำการบันทึก
ภาพถ่ายไว้เพื่อประกอบการวินิจฉัย โรคมะเร็งจอประสาทตา ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการตรวจด้วย
เครื่องอัลตราซาวน์ การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ และการตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็ก
ไฟฟ้า จะช่วยในการวินิจฉัยโรค และช่วยให้เห็นว่าโรคมีการกระจายไปยังตำแหน่งอื่น ๆ อีกด้วยหรือไม่
เป็นการประเมินความรุนแรงของโรคที่ดีที่สุด

การวินิจฉัยโรคมะเร็งจอประสาทตาในระยะแรกเริ่มของโรค และการวางแผนรักษาในทันที จะช่วย
ให้สามารถรักษาประสาทการมองเห็นไว้ได้ ทำให้เด็กไม่ตาบอด และช่วยให้ผลการรักษา ดีขึ้นมาก ปัจจัย
สำคัญคือ โรคลุกลามไปมากน้อยเพียงใด ในประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่า โรคมะเร็งชนิดนี้ในเด็กเป็นโรค
ที่รักษาให้หายขาดได้ อัตราการอยู่รอด 5 ปี ของผู้ป่วยเด็ก ที่เป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาเฉลี่ยมากกว่า
ร้อยละ 90 ในทางตรงกันข้าม หากทิ้งไว้และไม่ได้รับ การรักษาที่เหมาะสม จะทำให้เด็กเสียชีวิต
และโอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ตามมา ภายหลังสูงมาก เด็กที่เป็นมะเร็งจอประสาทตาและมีชีวิต
เติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสเป็นมะเร็ง ชนิดอื่นได้ด้วย เช่น มะเร็งที่กระดูก มะเร็งที่ผิวหนัง หรือมะเร็งที่
เนื้อเยื่อต่างๆ โดยมีความเสี่ยงประมาณร้อยละ 40 ภายใน 40 ปี



แนวทางการรักษา



การรักษาโรคมะเร็งจอประสาทตา ขึ้นกับว่าโรคเป็นข้างเดียวหรือสองข้าง, ความรุนแรงของโรค
มากน้อยขนาดไหน, เด็กยังมองเห็นอยู่หรือไม่ แพทย์สามารถป้องกันไม่ให้เด็กตาบอดได้หรือไม่ และ
ประการสุดท้าย โรคมะเร็งลุกลามออกไปแล้วหรือยัง มากน้อยขนาดไหน

ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่ เนื้องอกเป็นข้างใดข้างหนึ่ง และไม่สามารถรักษาสภาพการมองเห็น
ได้แล้ว หลักการรักษาคือ การผ่าตัดเอาลูกตาออก เรียกว่า enucleation ถือเป็น การผ่าตัดที่ไม่ยาก
และแพทย์สามารถใส่ลูกตาปลอมให้เด็กได้ภายใน 3-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด ซึ่งการรักษาโดยวิธีนี้จะ
ทรมานจิตใจทั้งผู้ปกครองและแพทย์ผู้รักษามากจนบางครั้ง ผู้ปกครอง บางคนปฏิเสธการรักษา และ
เปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือนำเด็กกลับไปอยู่บ้านเฉยๆ และกลับมา
พบแพทย์อีกทีเมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปมาก จนอาจเสียชีวิตได้ดังนั้นถ้ามะเร็งเป็นมากจนมีข้อบ่งชี้
ว่าต้องผ่าตัดควักดวงตาออก ก็ควรจะควักออก เพื่อที่จะรักษาชีวิตของเด็กเอาไว้ ส่วนเรื่องที่ไม่มี
ดวงตานั้น แพทย์สามารถใส่ตาปลอมที่เป็นพลาสติกแทนได้ ทำให้เด็กไม่มีปัญหาเรื่องความสวยงาม
ที่สำคัญอย่าพาเด็กไปอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเด็กจะเป็นมากจนเสียชีวิตได้ แทนที่จะเสียดวงตาเท่านั้น


ถ้าเนื้องอกเกิดขึ้นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง แต่แพทย์คิดว่ายังสามารถรักษา
ประสาทการมองเห็นไว้ได้ในตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง แพทย์จะแนะนำให้เลือกรักษาโดย
วิธีอนุรักษ์ดวงตา conservative treatments ซึ่งได้แก่ การรักษาด้วยวิธีการฉายแสง Radiation
หรือการรักษาให้ยาเคมีบำบัด chemotherapy เพื่อให้ก้อนเนื้องอกยุบลงเสียก่อน จากการศึกษา
วิจัยพบว่า การรักษาเฉพาะที่โดยวิธีฝังสารกัมมันตรังสีชนิด brachytherapy หรือการรักษาโดยใช้
วิธีการยิงเลเซอร์ photocoagulation หรือวิธีการจี้ด้วยความเย็น ที่เรียกว่า cryotherapy ล้วนได้
ผลดีในผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกำจัดเนื้องอกและสามารถรักษาประสาทการมองเห็น ของ
เด็กไว้ได้

การฉายแสงรังสีรักษาจะเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากในผู้ป่วยบางราย โดยทั่วไปถือว่าโรคมะเร็งจอ
ประสาทตาเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการฉายแสง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของ
การรักษาโดยการฉายแสงที่สำคัญ คืออาจทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียง ก่อให้เกิดเป็นต้อกระจกในภาย
หลังได้ และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อจอรับภาพภายในลูกตาได้เช่นกัน นอกจากนี้ การฉายแสง
จะมีผลต่อการเจริญของเนื้อเยื่อกระดูกที่อยู่ใกล้ๆ ลูกตา อาจทำให้เกิดมะเร็งของเนื้อเยื่ออื่นๆ ขึ้นมา
ใหม่ได้ การฉายแสงทำได้สองวิธี วิธีแรกเรียกว่า external beam radiation หมายถึง การฉายแสง
จากแหล่งกำเนิดภายนอกร่างกาย วิธีที่สอง เรียกว่า brachytherapy หมายถึงการฝังสาร
กัมมันตรังสีไว้ที่ตำแหน่งก้อนมะเร็งหรือบริเวณใกล้เคียง

สำหรับการรักษาโดยการยิงเลเซอร์ หรือที่เรียกว่า Photocoagulation เป็นการรักษาโดย
ใช้ลำแสงเลเซอร์ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง ส่วนการรักษาด้วยวิธีการจี้ความเย็น เรียกว่า
Cryotherapy เป็นการรักษาโดยใช้ความเย็นทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีการจี้ความเย็นใช้
ได้กับเนื้องอกที่มีขนาดเล็กเท่านั้น และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรจี้หลายๆ ครั้ง ที่สำคัญคือ
ไม่ควรเลือกใช้วิธีนี้ หากตรวจพบมะเร็งจำนวนหลายก้อน

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด อาจพิจารณาใช้ยาชนิดเดียว หรือให้ยาหลายชนิดร่วมกัน ส่วน
ใหญ่เป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด โดยทั่วไปโรคมะเร็งจอประสาทตาจะไม่ค่อยตอบสนองต่อ การรักษาด้วย
ยาเคมีบำบัด แต่ในบางรายจะได้ผลดี เมื่อใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ใช้ยาเคมี
บำบัดเพื่อทำให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง แล้วตามด้วยการยองเลเซอร์ หรือจี้ความเย็น หรือ
ฝังสารกัมมันตรังสีไว้ที่ก้อนเนื้องอก จะช่วยทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จ มากขึ้น ในกรณีที่
มะเร็งกระจายออกไปนอกลูกตา อาจพิจารณาใช้ยาเคมีบำบัดร่วมในการ วางแผนการรักษาด้วย



CONTACT
   
สถาบันดูแลสายตาดิ ออฟโต
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
เลขที่ 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
   
TEL : 0 2512 0453-4
FAX : 0 2512 0304 ต่อ 17
Fb : www.facebook.com/theopto
Line ID : @theopto
เดินทางสะดวกด้วย
รถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว
 

สมาชิกสมาคมส่งเสริมวิชาการแว่นตาแห่งประเทศไทย
สมาชิกสมาคมนักทัศนมาตรศาสตร์ไทย